
เสียงท่อไอเสียที่ดังเกินไป ไม่ใช่แค่ทำให้คนรอบข้างรำคาญเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายและความปลอดภัยในการใช้รถบนท้องถนน เพราะระดับเสียงที่สูงเกินมาตรฐานอาจเป็นสัญญาณว่าระบบท่อไอเสียถูกดัดแปลงหรือมีความผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้งานของรถในระยะยาว
ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกได้กำหนดมาตรฐานระดับเสียงของรถจักรยานยนต์ไว้อย่างชัดเจน หากรถมีเสียงท่อดังเกินค่าที่กำหนด เจ้าของรถอาจถูกเรียกตรวจ สั่งให้แก้ไข หรืออาจมีโทษปรับได้ตามกฎหมาย
วันนี้เราจะพามาทำความเข้าใจขั้นตอนการวัดระดับเสียงท่อไอเสียมอเตอร์ไซค์ตามหลักมาตรฐาน เพื่อให้เจ้าของรถสามารถตรวจสอบรถของตัวเองได้อย่างถูกต้องก่อนใช้งานจริงบนท้องถนน ไปดูกันเลย!
มาตรฐานเสียงของรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยจะถูกกำหนดเป็นหน่วยเดซิเบล (dB) ซึ่งเป็นหน่วยวัดความดังของเสียง โดยค่าที่กฎหมายกำหนดจะแตกต่างกันไปตามประเภทและขนาดเครื่องยนต์ของรถ
รถจักรยานยนต์ที่ใช้งานบนท้องถนนต้องมีระดับเสียงไม่เกินค่าที่กำหนด หากท่อไอเสียถูกดัดแปลงหรือเสื่อมสภาพจนทำให้เสียงเกินมาตรฐาน ก็อาจถูกจัดว่าเป็นรถที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
การตรวจวัดเสียงที่ถูกต้องจึงต้องทำตามขั้นตอนมาตรฐานเดียวกับที่หน่วยงานขนส่งใช้ เพื่อให้ผลการวัดมีความแม่นยำและสามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้จริง
ก่อนเริ่มการวัดเสียง จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่เหมาะสม เพราะการวัดด้วยหูหรือประเมินด้วยความรู้สึกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกระดับเสียงที่แท้จริงได้
อุปกรณ์หลักที่ใช้ในการวัดระดับเสียงท่อไอเสียมอเตอร์ไซค์ ได้แก่
- เครื่องวัดระดับเสียง (Sound Level Meter)
- พื้นที่เปิดโล่งที่ไม่มีเสียงรบกวน
- ขาตั้งหรือจุดยึดสำหรับวางเครื่องวัดเสียงให้คงที่
เครื่องวัดเสียงที่ใช้ควรเป็นเครื่องที่มีความแม่นยำ และสามารถวัดค่าเป็นหน่วยเดซิเบลได้อย่างชัดเจน เพื่อให้ค่าที่ได้ใกล้เคียงกับมาตรฐานการตรวจจริง
พื้นที่สำหรับการวัดเสียงควรเป็นพื้นที่เปิด ไม่มีผนังหรือสิ่งกีดขวางที่สะท้อนเสียงมากเกินไป เพราะอาจทำให้ค่าที่วัดได้สูงกว่าความเป็นจริง
นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีเสียงรบกวน เช่น ถนนที่มีรถผ่านตลอดเวลา หรือบริเวณที่มีเครื่องจักรทำงานอยู่ใกล้ ๆ
เครื่องวัดเสียงควรถูกวางในตำแหน่งที่เหมาะสม โดยทั่วไปจะวางห่างจากปลายท่อไอเสียประมาณครึ่งเมตร และทำมุมประมาณ 45 องศากับปลายท่อ
ตำแหน่งนี้เป็นมาตรฐานที่ใช้กันในการตรวจวัดจริง เพราะสามารถจับระดับเสียงที่ออกจากท่อได้ชัดเจนที่สุด และลดผลกระทบจากเสียงสะท้อนรอบข้าง
ก่อนเริ่มการวัด ควรสตาร์ตรถและปล่อยให้เครื่องยนต์ทำงานจนถึงอุณหภูมิการใช้งานปกติ เพราะเสียงของท่อไอเสียในช่วงที่เครื่องยังเย็นอาจแตกต่างจากช่วงที่เครื่องทำงานเต็มที่
ขั้นตอนสำคัญของการวัดเสียงคือการเร่งเครื่องตามรอบที่กำหนด โดยทั่วไปจะเร่งเครื่องประมาณครึ่งหนึ่งของรอบสูงสุดของเครื่องยนต์
เมื่อเร่งเครื่องแล้ว เครื่องวัดเสียงจะบันทึกค่าระดับเสียงที่เกิดขึ้น และค่าที่อ่านได้จะถูกนำมาใช้เปรียบเทียบกับมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด หากค่าที่วัดได้สูงเกินเกณฑ์ ก็อาจหมายความว่าท่อไอเสียมีเสียงดังเกินมาตรฐาน
เสียงท่อที่ดังเกินไปอาจไม่ได้เกิดจากการแต่งรถเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับเสียงของท่อไอเสีย เช่น
- การเปลี่ยนท่อแต่งที่ไม่มีตัวลดเสียง
- การถอดหรือดัดแปลงท่อแคตตาไลติก
- การสึกหรอของวัสดุซับเสียงภายในท่อ
- การรั่วของระบบท่อไอเสีย
เมื่อใช้งานรถเป็นเวลานาน วัสดุภายในท่ออาจเสื่อมสภาพ ทำให้เสียงที่ออกมาดังขึ้นโดยที่เจ้าของรถอาจไม่รู้ตัว
การตรวจวัดระดับเสียงท่อไอเสียมอเตอร์ไซค์เป็นเรื่องที่เจ้าของรถควรให้ความสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยให้รถถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ยังช่วยลดปัญหาความรำคาญต่อผู้ใช้ถนนคนอื่น
การดูแลระบบท่อไอเสียให้อยู่ในสภาพดี ไม่รั่ว ไม่ดังเกินมาตรฐาน และไม่ดัดแปลงเกินความจำเป็น จะช่วยให้รถใช้งานได้อย่างปลอดภัยและสบายใจมากขึ้น
หากไม่แน่ใจว่าท่อไอเสียของรถตัวเองมีเสียงเกินมาตรฐานหรือไม่ การนำรถไปตรวจเช็กกับผู้เชี่ยวชาญก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยป้องกันปัญหาในระยะยาวได้
เพราะสุดท้ายแล้ว การขี่รถอย่างรับผิดชอบไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการเคารพผู้ใช้ถนนคนอื่นร่วมกันด้วย ด้วยความเป็นห่วงจาก 35 ยนตรการครับ